← กลับไปที่บล็อก
🇬🇧อังกฤษ

Ghosting คืออะไร? ความหมาย ตัวอย่าง และวิธีรับมือ

โดย Sandorอัปเดต: 11 มีนาคม 2569อ่าน 12 นาที

คำตอบด่วน

Ghosting คือการยุติการสื่อสารกับใครสักคนแบบกะทันหัน มักทำโดยการไม่ตอบข้อความและไม่รับสาย โดยไม่ให้คำอธิบายหรือการปิดเรื่อง ในภาษาอังกฤษยุคใหม่พบมากในเรื่องความสัมพันธ์ แต่ก็เกิดในมิตรภาพและที่ทำงานได้เช่นกัน เมื่อความเงียบกลายเป็นคำตอบ

Ghosting หมายถึงการตัดการติดต่อกับใครสักคนแบบกะทันหัน โดยไม่อธิบาย ไม่บอกลา และไม่ปิดเรื่องให้ชัดเจน มักทำโดยการเมินข้อความ สายโทร และ DM จนความสัมพันธ์ค่อยๆ หายไปเอง

ทำไม "ghosting" ถึงเป็นคำที่เจอบ่อยมากในตอนนี้

Ghosting ไม่ใช่พฤติกรรมใหม่ แต่เพิ่งถูกตั้งชื่อและถูกพูดถึงกว้างขึ้น เพราะการสื่อสารยุคใหม่ทำให้การหายไปทำได้ง่าย

เมื่อก่อน การหลบใครสักคนต้องใช้ความพยายาม คุณต้องหลบพื้นที่ที่เจอกันหรือเพื่อนร่วมกลุ่ม ตอนนี้คนคนหนึ่งหายไปได้ด้วยการแตะไม่กี่ครั้ง หรือแค่นิ่งเฉยก็พอ

อิทธิพลของภาษาอังกฤษและวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ต

ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่มีอิทธิพลมากที่สุดบนโลกออนไลน์ จึงช่วยให้สแลงแพร่เร็วข้ามประเทศและแพลตฟอร์ม Ethnologue ประเมินว่ามีผู้พูดภาษาอังกฤษทั่วโลกประมาณ 1.5 billion คน เมื่อรวมเจ้าของภาษาและผู้ใช้เป็นภาษาที่สอง (Ethnologue, 27th ed., 2024)

สิ่งนี้สำคัญ เพราะคำอย่าง "ghosting" สามารถย้ายจากบริบทเดตเฉพาะกลุ่ม ไปเป็นคำที่ใช้คุยเรื่องงานทั่วโลกได้ในรอบข่าวเดียว

แอปหาคู่และตัวเลขที่อยู่เบื้องหลังความรู้สึก

การเดตออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติ จึงเพิ่มจำนวนความสัมพันธ์สั้นๆ ที่ผูกมัดน้อย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ ghosting เกิดได้ Pew Research Center รายงานว่า 3 in 10 ผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ เคยใช้เว็บหรือแอปหาคู่ (Pew Research Center, 2023)

แมตช์มากขึ้นหมายถึงคุยมากขึ้น และคุยมากขึ้นหมายถึงจบมากขึ้น การจบหลายครั้งทำได้ไม่ดี และ ghosting คือหนึ่งในวิธีจบที่แย่ที่พบบ่อยที่สุด

💡 ทางลัดสำหรับคนเรียนไว

ถ้าคุณรู้คำว่า "ghost" (วิญญาณ) อยู่แล้ว "ghosting" จะจำง่าย คนคนนั้นเหมือนผี เคยอยู่ตรงนั้น แล้วก็หายไปทันที

ghosting หมายถึงอะไรแบบภาษาอังกฤษง่ายๆ

Ghosting คือการจบความสัมพันธ์หรือการติดต่อ โดยหยุดสื่อสารทั้งหมดแบบไม่อธิบาย

มักรวมถึงการเมินข้อความ ไม่โทรกลับ และหลีกเลี่ยงการพูดตรงๆ เช่น "I'm not interested."

ghosting ต่างจากการตอบช้าปกติอย่างไร

การตอบช้าไม่ใช่ ghosting เสมอไป คนอาจยุ่ง เครียดล้น หรือป่วย

Ghosting เป็นรูปแบบที่เกิดซ้ำ คือไม่ตอบหลายครั้ง โดยเฉพาะหลังจากความสัมพันธ์ที่ควรตอบได้ตามเหตุผล เช่น นัดแผนกัน จีบกันทุกวัน หรือสัมภาษณ์งาน

ghosting ต่างจาก "fading"

บางคนใช้คำว่า "fading" หมายถึงค่อยๆ ตอบน้อยลงเรื่อยๆ จนบทสนทนาตายไป Ghosting จะฉับพลันกว่า

ในชีวิตจริง เส้นแบ่งอาจไม่ชัด ประเด็นคืออีกฝ่ายถูกทิ้งไว้โดยไม่มีจุดจบที่ชัดเจนหรือไม่

ghosting ต่างจาก "blocking"

Blocking คือการกั้นทางเทคนิคแบบตรงๆ Ghosting คือพฤติกรรมทางสังคม

คนสามารถ ghost โดยไม่ block ได้ คือแค่เมินคุณ และคนก็สามารถ block โดยไม่ ghost ได้ คืออาจพูดว่า "Please don't contact me again" แล้วค่อย block ผลกระทบทางอารมณ์มักขึ้นอยู่กับว่ามีคำอธิบายหรือไม่

คำนี้มาจากไหน และดังได้อย่างไรจนเป็นกระแสหลัก

"Ghosting" ต่อจากกริยาเก่า "to ghost" ที่หมายถึงหายไปหรือเคลื่อนไหวเงียบๆ การใช้แบบสมัยใหม่เน้นเรื่องความสัมพันธ์และการสื่อสาร

พจนานุกรมใหญ่ๆ ตอนนี้ก็ใส่ความหมายนี้แล้ว Merriam-Webster และ Oxford English Dictionary ต่างบันทึก "ghosting" ว่าเป็นคำร่วมสมัยที่เกี่ยวกับการตัดการติดต่อแบบฉับพลัน (Merriam-Webster; OED, accessed 2026)

เสียงคำและวิธีพูดให้เป็นธรรมชาติ

  • "ghost" ออกเสียงเหมือน "gohst" (GOHST)
  • "ghosting" ออกเสียงเหมือน "GOH-sting"
  • "ghosted" ออกเสียงเหมือน "GOH-stid"

ทิปการออกเสียง: "gh" ไม่ออกเสียง และ "t" ต้องชัด

ไวยากรณ์: รูปคำนาม กริยา และรูปคล้ายคำคุณศัพท์

Ghosting ยืดหยุ่นมาก นี่คือเหตุผลที่มันอยู่รอดในภาษาอังกฤษที่ใช้ทุกวัน

FormExampleMeaning
คำนาม"Ghosting hurts."พฤติกรรมนี้
กริยา"He ghosted me."ทำกับใครสักคน
gerund"She's ghosting him."กำลังทำอยู่ตอนนี้
รูปคล้ายคำคุณศัพท์"a ghosting situation"ใช้บรรยายบริบท

ghosting หน้าตาเป็นอย่างไรในบทสนทนาจริง

Ghosting มักถูกนิยามจากสิ่งที่ไม่เกิดขึ้น คือไม่มีการตอบ ไม่มีการปิดเรื่อง และไม่มีคำอธิบาย

นี่คือรูปแบบที่สมจริงที่คุณจะได้ยินในหนัง ซีรีส์ และแชตกลุ่ม

ช่วงเวลา "ข้อความสุดท้าย"

คนหนึ่งส่งข้อความปกติ อีกคนไม่ตอบอีกเลย

  • "Had fun last night. Want to do it again?"
  • "Are we still on for Friday?"
  • "Hey, everything okay?"

ความเงียบกลายเป็นคำตอบ แต่เป็นคำตอบที่รู้สึกไม่ยุติธรรม

ปัญหา "seen"

หลายแอปแสดง "seen" หรือสถานะอ่านแล้ว สิ่งนี้ทำให้ ghosting ดูตั้งใจมากขึ้น

ถ้าใครอ่านแล้วแต่ไม่ตอบเป็นวันๆ คนพูดภาษาอังกฤษส่วนใหญ่จะเรียกว่านี่คือ ghosting แม้คนนั้นจะกลับมาตอบทีหลังก็ตาม

🌍 ทำไม 'seen' ถึงเจ็บมาก

ในวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ตของคนพูดภาษาอังกฤษ "left on read" คือดราม่าเล็กๆ มันไม่ใช่ ghosting เสมอไป แต่กระตุ้นไอเดียเดียวกัน คือคุณถูกเห็นแล้ว แต่ถูกเมิน นี่คือเหตุผลที่คนชอบล้อกัน และทำไมมันถึงโผล่ในบทสนทนาสมัยใหม่ตลอด

ghosting ในการเดต มิตรภาพ และที่ทำงาน

Ghosting มักถูกเชื่อมกับการเดตมากที่สุด แต่ความหมายขยายออกไปแล้ว

การขยายนี้สำคัญสำหรับผู้เรียน เพราะคุณจะได้ยินในบทสนทนาในออฟฟิศ ไม่ใช่แค่เรื่องความสัมพันธ์

การเดต

ในการเดต ghosting มักเกิดหลังจาก:

  • คุยกันไม่กี่วัน
  • เดตครั้งแรกหรือครั้งที่สอง
  • ความสัมพันธ์ก้ำกึ่งที่ไม่เคยเป็นทางการ

เพราะความคาดหวังไม่ชัด บางคนมองว่าความเงียบคือทางออกที่รับได้ แต่อีกหลายคนมองว่าไม่ให้เกียรติ

มิตรภาพ

การ ghost เพื่อนอาจช้ากว่าและสับสนกว่า มันอาจดูเหมือนนัดแล้วเลื่อน ข้ออ้างคลุมเครือ แล้วก็หายไป

ในภาษาอังกฤษ คนอาจพูดว่า: "She just disappeared" หรือ "He fell off the face of the earth" (pronounced "fawl awf thuh FAYS uhv thuh urth")

งานและการจ้างงาน

Ghosting ในที่ทำงานตอนนี้เป็นเรื่องที่คนบ่นกันบ่อย นายจ้างอาจหยุดตอบหลังสัมภาษณ์ และผู้สมัครอาจหยุดตอบหลังได้ข้อเสนอ

ในบริบทมืออาชีพ คนมักทำให้คำนี้นุ่มลงด้วยวลีอย่าง "I never heard back" หรือ "They went quiet" แต่คำว่า "ghosted" ก็เริ่มปกติขึ้นในภาษาอังกฤษแบบที่คุยกันสบายๆ ในที่ทำงาน

⚠️ โทนแบบมืออาชีพสำคัญ

ในอีเมลทางการ อย่าเขียนว่า "You ghosted me." ใช้ "I wanted to follow up" หรือ "I haven't heard back." เก็บคำว่า "ghosting" ไว้ใช้คุยสบายๆ กับเพื่อนร่วมงานหรือเพื่อน

จิตวิทยาของ ghosting และทำไมมันถึงรู้สึกส่วนตัวมาก

Ghosting รู้สึกโหด เพราะมนุษย์ถูกตั้งค่าให้ต้องการคำอธิบายทางสังคม ความเงียบขวางการทำความเข้าใจ

งานวิจัยเรื่องการยุติความสัมพันธ์อธิบายว่า ghosting เป็นกลยุทธ์หลีกเลี่ยง ที่เพิ่มความไม่แน่นอนและความทุกข์ใจให้คนที่ถูก ghost (LeFebvre, 2017)

"Ghosting is uniquely distressing because it combines rejection with ambiguity, leaving the recipient without the information needed to make sense of the relationship's end."
ดร. Leah LeFebvre, นักวิจัยด้านการสื่อสาร, ในการวิเคราะห์ ghosting ว่าเป็นกลยุทธ์การยุติความสัมพันธ์ (LeFebvre, 2017)

ความกำกวมนี้ทำให้คนย้อนคิดบทสนทนา เช็กเวลาอ่าน และอ่านแชตซ้ำ สมองมองข้อมูลที่หายไปเป็นปัญหาที่ต้องแก้

ทำไมคนถึง ghost (แรงจูงใจที่พบบ่อย)

คน ghost ด้วยเหตุผลที่ไม่ได้ดราม่าเสมอไป:

  • หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง
  • กลัวทำร้ายความรู้สึกอีกฝ่าย
  • รู้สึกไม่ปลอดภัย
  • ไม่รู้จะจบอย่างไร
  • อยากเก็บตัวเลือกไว้

เหตุผลเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ ghosting กลายเป็นเรื่องโอเคโดยอัตโนมัติ แต่มันอธิบายว่าทำไมมันเกิด และทำไมมันพบบ่อยในความสัมพันธ์ที่ผูกมัดน้อย

ตอบอย่างไรถ้าคุณโดน ghost (สคริปต์ที่ฟังเป็นธรรมชาติ)

ถ้าคุณอยากได้ความชัดเจน ส่งข้อความเดียวที่ใจเย็น สั้น และมีศักดิ์ศรี แล้วหยุด

นี่คือสคริปต์ที่ฟังเหมือนภาษาอังกฤษจริง ไม่ใช่ภาษาอังกฤษแบบตำรา

ข้อความปิดเรื่องแบบสุภาพ

"Hey, I haven't heard back. If you're not feeling it, no worries. Take care."

Pronunciation: "hay, eye HAV-unt heer bak. if yer naht FEE-ling it, noh WUR-eez. tayk kair."

ถ้าคุณต้องการคำตอบเชิงปฏิบัติ (นัดหมาย โลจิสติกส์)

"Just checking, are we still on for Friday? If not, I can make other plans."

Pronunciation: "just CHEK-ing, ar wee stil on fer FRY-day? if naht, eye kan mayk UTH-er planz."

ถ้าเป็นบริบทเรื่องงาน

"Hi [Name], I wanted to follow up on my interview. Do you have an update on timeline and next steps?"

ข้อความนี้ไม่กล่าวโทษ และเข้ากับมารยาทแบบมืออาชีพ

💡 กฎข้อความเดียว

ส่งข้อความเดียวช่วยรักษาศักดิ์ศรีและเวลา ส่งติดกัน 2 หรือ 3 ข้อความมักถูกอ่านว่า 'ร้อนรน' ในวัฒนธรรมการแชตของคนพูดภาษาอังกฤษ แม้คุณตั้งใจสุภาพก็ตาม

ใช้คำว่า "ghosting" ในภาษาอังกฤษอย่างไรไม่ให้ดูฝืน

ผู้เรียนมักใช้สแลงมากเกินไป หรือใช้ผิดระดับภาษา Ghosting เจอบ่อย แต่ก็ยังเป็นคำไม่เป็นทางการ

คำที่มักใช้คู่กันตามธรรมชาติ (collocations)

  • "get ghosted"
  • "ghost someone"
  • "ghosting is rude"
  • "He went ghost"
  • "radio silence"

"Radio silence" (RAY-dee-oh SY-lens) เป็นวลีกึ่งสแลงที่มีประโยชน์ ใช้ได้ทั้งเรื่องเดตและเรื่องงาน

สิ่งที่ไม่ควรพูด

เลี่ยงประโยคเหล่านี้ถ้าคุณอยากฟังเป็นธรรมชาติ:

  • "He did ghosting to me." (โครงสร้างผิด)
  • "He ghosting me yesterday." (กาลเวลาไม่ตรง)
  • "He is a ghosting person." (ฟังไม่เป็นธรรมชาติ)

ใช้: "He ghosted me" หรือ "He's ghosting me."

หมายเหตุเรื่องโทนและความปลอดภัย

บางครั้งความเงียบคือการตั้งขอบเขต โดยเฉพาะถ้าใครรู้สึกไม่ปลอดภัย คนพูดภาษาอังกฤษเริ่มยอมรับมากขึ้นว่า ghosting ไม่ได้เท่ากันทุกกรณี

ถ้าอีกฝ่ายพูดชัดว่า "Stop contacting me," แล้วคุณยังส่งข้อความต่อ นั่นไม่ใช่ "seeking closure" แต่มันคือการไม่เคารพขอบเขต

ghosting ในบทพูดหนังและซีรีส์ (ทำไมมันถึงฟังจริงมาก)

นักเขียนบทชอบคำว่า "ghosting" เพราะมันสั้น เห็นภาพ และอัดแน่นด้วยอารมณ์

มันยังเข้ากับจังหวะยุคใหม่ ตัวละครส่งข้อความ รอ แล้วคิดวน และคนดูก็เข้าใจเดิมพันทันที

ถ้าคุณชอบเรียนภาษาอังกฤษจากบทพูดจริง การเรียนแบบคลิปสไตล์ Wordy เหมาะมาก เพราะคุณได้ยินน้ำเสียง ทั้งหงุดหงิด อาย ล้อเล่น หรือเจ็บจริง สำหรับสำนวนสมัยใหม่ในชีวิตประจำวันเพิ่มเติม ดู คู่มือสแลงภาษาอังกฤษ

ภาษาอังกฤษสมัยใหม่ที่เกี่ยวข้อง: สแลง คำหยาบ และ "คำเหน็บแบบนุ่มๆ"

Ghosting มักโผล่มาพร้อมคำด่าเบาๆ หรือภาษาระบายอารมณ์ โดยเฉพาะในแชตกลุ่ม

คุณอาจได้ยิน: "He's trash" (แรง), "That's messed up" (กลางๆ) หรือคำแรงกว่านั้นตามคนพูดและสถานการณ์ ถ้าคุณอยากเข้าใจระดับความแรง คู่มือคำหยาบภาษาอังกฤษ ของเราจะแยกความรุนแรงและบริบทให้

ทำไมคนถึงชอบล้อเรื่อง ghosting

อารมณ์ขันคือวิธีรับมือ และวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ตให้รางวัลกับความเจ็บที่แชร์ได้ มีมเปลี่ยนการถูกปฏิเสธแบบอึดอัดให้เป็นเรื่องที่หัวเราะได้

นี่จึงทำให้คำศัพท์เกี่ยวกับ ghosting ขยายต่อ เช่น "orbiting" (ดูสตอรี่แต่ไม่ตอบ), "breadcrumbing" (ส่งสัญญาณนิดๆ เพื่อให้คุณยังสนใจ), และ "benching" (เก็บคุณไว้เป็นตัวเลือก)

มินิกลอสซารี: คำที่พบบ่อยรอบๆ ghosting (พร้อมการออกเสียง)

นี่ไม่ใช่นิยามทางการ แต่เป็นวิธีที่คนพูดกันจริง

TermPronunciationWhat it usually implies
"left on read"LEFT on REDเห็นข้อความแล้ว ไม่ตอบ
"unmatched"un-MATCHTลบการแมตช์ในแอปหาคู่
"blocked"bloktกันการติดต่อ
"soft launch"sawft lawnchบอกใบ้เรื่องความสัมพันธ์ออนไลน์
"hard launch"hard lawnchประกาศความสัมพันธ์ออนไลน์แบบชัดเจน

ถ้าคุณอยากฝึกตัวเลขและวลีเวลาในแชต เช่น "two days" หรือ "three weeks" คู่มือตัวเลขภาษาอังกฤษ ของเราช่วยให้คุณพูดได้แม่นยำ

มุมมองวัฒนธรรม: ทำไม ghosting ถึงถูกตัดสินต่างกันตามบริบท

ในหลายบริบทของสังคมคนพูดภาษาอังกฤษ การปฏิเสธตรงๆ ถือว่าสุภาพ ถ้ามันสั้นและให้เกียรติ แต่ก็มีบรรทัดฐานแรงว่า "อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่"

สิ่งนี้สร้างความขัดแย้ง คนอยากได้ความชัดเจน แต่ก็อยากเลี่ยงบทสนทนาที่อึดอัด Ghosting จึงเกิดเมื่อการหลีกเลี่ยงชนะ

ความคาดหวังเรื่อง "closure"

ในวัฒนธรรมการเดตของสหรัฐฯ แคนาดา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย "closure" เป็นแนวคิดที่พบได้บ่อย แต่ไม่ได้การันตี คนอาจรู้สึกว่าควรได้คำอธิบาย แต่สังคมก็ทำให้การขอคำอธิบายดูไม่เหมาะ

แรงตึงนี้ทำให้ ghosting เป็นประเด็นร้อน มันอยู่ตรงรอยเลื่อนระหว่างความต้องการทางอารมณ์กับความสะดวกทางสังคม

เมื่อ ghosting เป็นที่ยอมรับทางสังคม

Ghosting มักถูกยอมรับมากขึ้นเมื่อ:

  • ความสัมพันธ์สั้นมาก
  • มีสัญญาณอันตรายหรือกังวลเรื่องความปลอดภัย
  • อีกฝ่ายไม่เคารพขอบเขต

มันจะถูกตัดสินแรงขึ้นเมื่อมีความสนิท ความเป็นเอกสิทธิ์ หรือมีการวางแผนชัดเจน

วิธีง่ายๆ ในการเรียนและจำด้วยสื่อจริง

ถ้าคุณอยากใช้คำนี้ได้จริง คุณต้องได้ยินมันในบริบท ไม่ใช่แค่ท่องนิยาม

เลือกฉากที่ตัวละครบ่นว่าโดนเมิน แล้วฟังภาษารอบๆ เช่น "Are you serious?", "He hasn't texted back", "It's been a week." ถ้าคุณกำลังสร้างคลังคำศัพท์ชีวิตประจำวัน ลองดู Wordy blog แล้วจดวลีที่คุณได้ยินซ้ำๆ

ถ้าคุณกำลังเรียนสำนวนเวลาอย่าง "in March" หรือ "last month" ด้วย คู่มือเดือนภาษาอังกฤษ ของเราก็เข้ากับหัวข้อนี้ เพราะเรื่อง ghosting มักเต็มไปด้วยไทม์ไลน์

สรุปประเด็นสำคัญ

Ghosting คือการจบการติดต่อด้วยการหายไป โดยไม่อธิบาย เป็นสแลงไม่เป็นทางการ แต่คนเข้าใจแพร่หลายในภาษาอังกฤษสมัยใหม่

ใช้แบบสบายๆ กับเพื่อน เลี่ยงในอีเมลทางการ และจำไว้ว่าข้อความติดตามแบบใจเย็นเพียงครั้งเดียวมักได้ผลที่สุด

ถ้าคุณอยากได้คำศัพท์สมัยใหม่ที่ใช้จริง เริ่มจาก คู่มือสแลงภาษาอังกฤษ และเรียนสำนวนแบบที่เจ้าของภาษาใช้กันจริง

คำถามที่พบบ่อย

Ghosting ในการเดตหมายความว่าอะไร?
ในการเดต ghosting คือเมื่ออีกฝ่ายหยุดตอบและหายไปแบบไม่มีคำอธิบาย ทั้งที่ก่อนหน้านั้นคุยกันปกติ อาจเกิดหลังเดตครั้งเดียวหรือคุยกันมาหลายเดือน จุดสำคัญคือไม่มีการปิดเรื่อง ข้อความถูกเมิน แผนถูกยกเลิก และอีกฝ่ายต้องเดาเหตุผลเอง
Ghosting เหมือนกับการบล็อกไหม?
ไม่เหมือนกันทั้งหมด การบล็อกคือการกระทำที่ชัดเจนเพื่อกันไม่ให้ติดต่อได้ ส่วน ghosting มักเป็นแบบเงียบๆ คือแค่หยุดตอบ บางคนทำทั้งสองอย่าง แต่คุณอาจโดน ghosting โดยไม่ถูกบล็อกก็ได้ ผลลัพธ์คล้ายกันคือการสื่อสารจบลงโดยไม่คุยกัน
ทำไมคนถึงเลือก ghosting แทนการปฏิเสธตรงๆ?
เหตุผลที่พบบ่อยคืออยากเลี่ยงความขัดแย้ง กลัวอีกฝ่ายมีอารมณ์รุนแรง ไม่แน่ใจจะพูดอย่างไร หรืออยากเผื่อทางเลือกไว้ งานวิจัยเรื่องการยุติความสัมพันธ์ชี้ว่าการสื่อสารดิจิทัลทำให้การหลีกเลี่ยงง่ายขึ้น ช่วงแรกอาจดูง่าย แต่ทำให้อีกฝ่ายทุกข์มากขึ้น
ควรตอบกลับอย่างไรถ้ามีคน ghosting เรา?
ส่งข้อความที่ชัดเจนและใจเย็นเพียงครั้งเดียว แล้วหยุดไล่ตาม เช่น 'เฮ้ เราไม่ได้รับคำตอบเลย ถ้าไม่สนใจแล้วก็ไม่เป็นไรนะ ดูแลตัวเองด้วย' ถ้าไม่ตอบ ให้ถือว่าความเงียบคือคำตอบและเดินต่อ ข้อความซ้ำๆ มักเพิ่มความกังวลโดยไม่ช่วยให้ดีขึ้น
Ghosting เกิดขึ้นในที่ทำงานได้ไหม?
ได้ นายจ้างอาจเงียบหายหลังสัมภาษณ์ และผู้สมัครอาจหายไปหลังตอบรับข้อเสนอ ในบริบทการทำงานมักเรียกว่า 'ไม่มีการติดตามผล' หรือ 'เงียบหาย' แต่ก็ยังเป็น ghosting เพราะพฤติกรรมหลักเหมือนกันคือการสื่อสารจบลงกะทันหันโดยไม่อธิบาย

แหล่งที่มาและข้อมูลอ้างอิง

  1. Merriam-Webster, 'Ghost (verb)' และบันทึกการใช้งานที่เกี่ยวข้อง, เข้าถึงปี 2026
  2. Oxford English Dictionary (OED), 'ghosting' (คำนาม), เข้าถึงปี 2026
  3. LeFebvre, L. (2017). 'Phantom Lovers: Ghosting as a Relationship Dissolution Strategy.' Journal of Social and Personal Relationships
  4. Pew Research Center, 'Online Dating in the United States' (รายงาน), 2023
  5. Ethnologue (ฉบับที่ 27, 2024), รายการภาษา 'English'

เริ่มเรียนรู้กับ Wordy

ดูคลิปจากหนังจริง แล้วเพิ่มคลังคำศัพท์ไปเรื่อยๆ ดาวน์โหลดฟรี

ดาวน์โหลดบน App Storeดาวน์โหลดได้ที่ Google Playพร้อมใช้งานใน Chrome เว็บสโตร์

คู่มือภาษาเพิ่มเติม