คำตอบด่วน
กริยาไม่ปกติในภาษาอังกฤษคือกริยาที่รูปอดีต (past simple) และกริยาช่อง 3 (past participle) ไม่เป็นไปตามรูปเติม '-ed' เช่น 'go, went, gone' และ 'take, took, taken' วิธีที่เร็วที่สุดคือเริ่มจากคำที่ใช้บ่อย จัดกลุ่มตามเสียงและรูปสะกด แล้วฝึกในประโยคจริงที่คุณได้ยินในหนังและซีรีส์
กริยาไม่ปกติในภาษาอังกฤษ คือกริยาที่รูปอดีตกาล (past simple) และรูปกริยาช่อง 3 (past participle) ไม่เป็นไปตามกฎเติม "-ed" แบบปกติ ดังนั้นคุณต้องจำรูปอย่าง "go, went, gone" และ "take, took, taken" เป็นคำศัพท์ วิธีที่คุ้มที่สุดคือเริ่มจากกริยาไม่ปกติที่พบบ่อยที่สุดก่อน จากนั้นค่อยจัดกลุ่มตามแพตเทิร์น (รูปเหมือนกัน, เปลี่ยนสระ, ช่อง 3 ลงท้าย -en) แล้วฝึกในประโยคจริงที่คุณพูดซ้ำได้
ทำไมกริยาไม่ปกติถึงสำคัญ (และพบบ่อยแค่ไหน)
ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากล และ Ethnologue ประเมินว่ามีผู้พูดทั่วโลกประมาณ 1.5 billion คน เมื่อรวมทั้งเจ้าของภาษาและผู้ใช้เป็นภาษาที่สอง นั่นทำให้รูปกริยาไม่ปกติเป็นหนึ่งในจุดเจ็บของไวยากรณ์ที่คนเจอร่วมกันมากที่สุดในโลก
กริยาไม่ปกติยังพบถี่มากในภาษาพูดประจำวัน ในไวยากรณ์ภาษาอังกฤษที่อิงคอร์ปัส กริยาที่พบบ่อยที่สุด (be, have, do, say, go, get, make) มีหลายคำที่เป็นกริยาไม่ปกติ ดังนั้นคุณเลี่ยงไม่ได้ ถ้าคุณอยากฟังเข้าใจแบบเป็นธรรมชาติ
"The most frequent verbs in English are highly irregular, and their patterns are best learned through repeated exposure in authentic contexts rather than isolated rules."
David Crystal, linguist and author, ใน The Cambridge Encyclopedia of the English Language (Cambridge University Press)
ถ้าคุณเรียนภาษาอังกฤษผ่านความบันเทิง กริยาไม่ปกติจะโผล่ตลอดในบทสนทนา เพราะตัวละครพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่ทำไปแล้ว และสิ่งที่กำลังทำอยู่ นี่คือเหตุผลที่คลิปหนังและซีรีส์เหมาะมากสำหรับฝึกรูปกริยาในบริบท โดยเฉพาะ perfect tenses และ passive
ถ้าคุณอยากมีเป้าหมายการฟังแบบชีวิตประจำวันมากขึ้น ให้จับคู่กับ สแลงภาษาอังกฤษ เพื่อให้คุณจับกริยาไม่ปกติได้ในภาษาพูดกันเองที่มักพูดรวบและลดรูป
อะไรนับว่าเป็นกริยาไม่ปกติ
กริยาไม่ปกติ คือกริยาใดๆ ที่รูปอดีตกาล และหรือ รูปกริยาช่อง 3 ไม่ได้สร้างด้วยการเติม "-ed" ตามมาตรฐาน บางคำ “ไม่ปกติ” เพราะเปลี่ยนสระ (sing, sang, sung) บางคำเพราะรูปเหมือนเดิม (put, put, put) และบางคำเพราะรูปเก่าในประวัติศาสตร์ยังคงอยู่ (go, went, gone)
Past simple vs past participle ในบรรทัดเดียว
Past simple: การกระทำในอดีตที่จบแล้ว
Past participle: ใช้กับ "have" (perfect tenses) หรือ "be" (passives)
ตัวอย่าง:
- "I went home." (past simple)
- "I have gone home." (past participle)
- "The window was broken." (past participle ใน passive)
💡 เช็กตัวเองแบบเร็ว
ถ้าคุณใส่ "have" ไว้หน้ากริยาได้ คุณต้องใช้ past participle: "have gone," "have taken," "have seen." ถ้าคุณเล่าเรื่องอดีตที่จบแล้วและมีตัวบอกเวลาอย่าง "yesterday" โดยมากคุณต้องใช้ past simple: "went," "took," "saw."
4 ประเภทแพตเทิร์นที่ทำให้กริยาไม่ปกติจำได้ง่าย
คุณไม่จำเป็นต้องท่องลิสต์แบบสุ่ม ถ้าคุณจัดระบบให้ดี ความผิดพลาดส่วนใหญ่เกิดจากการคิดว่าทุกคำไม่เหมือนกัน ทั้งที่หลายคำมีแพตเทิร์นซ้ำได้
1) รูปเหมือนกัน: V1 = V2 = V3
กลุ่มนี้ง่ายที่สุด เพราะคุณเรียนรูปเดียวแล้วใช้ซ้ำ
ตัวอย่างที่พบบ่อย:
- put, put, put (PUT, PUT, PUT)
- cut, cut, cut (KUT, KUT, KUT)
- hit, hit, hit (HIT, HIT, HIT)
- let, let, let (LET, LET, LET)
โน้ตการออกเสียง: ตัวสะกดไม่เปลี่ยน แต่เสียงสระจะสั้นและห้วนในภาษาพูดเร็ว โดยเฉพาะก่อนพยัญชนะ
2) อดีตกาลกับช่อง 3 เหมือนกัน: V2 = V3
กลุ่มนี้ดู “กึ่งปกติ” เพราะคุณจำแค่สองรูป
ตัวอย่างที่พบบ่อย:
- make, made, made (MAYK, MAYD, MAYD)
- find, found, found (FYND, FOWND, FOWND)
- buy, bought, bought (BY, BAWT, BAWT)
- teach, taught, taught (TEECH, TAWT, TAWT)
3) เปลี่ยนสระสามช่อง: V1, V2, V3 ต่างกันหมด
นี่คือกริยาไม่ปกติแบบคลาสสิก
ตัวอย่างที่พบบ่อย:
- sing, sang, sung (SING, SANG, SUNG)
- begin, began, begun (bih-GIN, bih-GAN, bih-GUN)
- drink, drank, drunk (DRINK, DRANK, DRUNK)
4) ช่อง 3 ลงท้าย "-en" (มักมีการเปลี่ยนสระ)
กริยาที่ใช้บ่อยหลายคำมีช่อง 3 ลงท้าย "-en" หรือเสียง "-n" ที่ลดรูป
ตัวอย่างที่พบบ่อย:
- take, took, taken (TAYK, TOOK, TAY-kun)
- write, wrote, written (RYT, ROHT, RIT-un)
- speak, spoke, spoken (SPEEK, SPOHK, SPOH-kun)
- break, broke, broken (BRAYK, BROHK, BROH-kun)
🌍 ทำไมภาษาอังกฤษยังเก็บรูป 'แปลกๆ' เหล่านี้ไว้
ภาษาอังกฤษสมัยใหม่สืบทอดแพตเทิร์นกริยาไม่ปกติมาจาก Old English strong verbs ซึ่งทำเครื่องหมายกาลด้วยการเปลี่ยนสระ ไม่ใช่เติม "-ed" เหตุผลที่คุณยังพูดว่า "sang" และ "sung" คือเรื่องประวัติศาสตร์บวกกับความถี่ คำที่ใช้บ่อยจะต้านการเปลี่ยนแปลง กริยาที่ใช้ไม่บ่อยมีแนวโน้มจะค่อยๆ กลายเป็นรูปปกติตามเวลา
รายการกริยาไม่ปกติที่พบบ่อยมาก (พร้อมการออกเสียง)
ลิสต์นี้เน้นกริยาที่คุณจะได้ยินตลอดในภาษาอังกฤษพูดสมัยใหม่ รวมถึงบทสนทนาในหนังและซีรีส์ การออกเสียงเป็นการถอดเสียงแบบอังกฤษ ไม่ใช่ IPA เพื่อให้คุณพูดตามได้ทันที
⚠️ รูปแบบสหราชอาณาจักร vs สหรัฐฯ ที่คุณจะได้ยินจริง
กริยาบางคำมี past participle ที่พบบ่อย 2 แบบตามภูมิภาค "Gotten" เป็นมาตรฐานในภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน ส่วน "got" พบบ่อยกว่าในภาษาอังกฤษแบบบริติช คุณยังจะเห็น "learnt" และ "dreamt" ในสหราชอาณาจักร แต่ "learned" และ "dreamed" ก็พบได้ทั่วไป โดยเฉพาะในสื่อสหรัฐฯ
ถ้าคุณอยากฝึกหูให้จับความต่างตามภูมิภาคได้ ให้เทียบการฟังของคุณกับ ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน vs แบบบริติช.
กับดักเรื่องกาล: จุดที่ผู้เรียนพลาดซ้ำๆ
กริยาไม่ปกติไม่ได้เป็นแค่เรื่องท่องจำ แต่เป็นเรื่องจังหวะไวยากรณ์ด้วย ความผิดพลาดส่วนใหญ่เกิดใน 3 โครงสร้าง
Present perfect: "have" + past participle
ถูกต้อง:
- "I have seen it."
- "She has gone home."
- "They have taken the train."
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย:
- "I have saw it." (ใช้ past simple แทน participle)
Passive voice: "be" + past participle
ถูกต้อง:
- "It was made in Italy."
- "He was caught on camera."
- "The window got broken." (ไม่เป็นทางการ แต่พบบ่อย)
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย:
- "It was maded." (ทำเครื่องหมายซ้ำ)
- "It was make." (ใช้รูปพื้นฐาน)
การเล่าเรื่องด้วย past simple: ตัวบอกเวลา
ถูกต้อง:
- "Yesterday, we went out."
- "Last year, I wrote a lot."
- "In 2020, they built a house."
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย:
- "Yesterday, we have gone out." (ผสมตัวบอกเวลาแบบ past simple กับ present perfect)
แบบฝึกที่ใช้ได้จริงคือเล่าเรื่องสั้นๆ โดยใช้ตัวบอกเวลาที่คุณรู้แล้ว เช่น เดือนและปี ถ้าคุณต้องการคำศัพท์ ให้ใช้ เดือนภาษาอังกฤษ และ ตัวเลขภาษาอังกฤษ เพื่อสร้างประโยคที่ชัดและเหมือนชีวิตจริง
การออกเสียง: เหตุผลที่ซ่อนอยู่ที่ทำให้กริยาไม่ปกติดูยาก
รูปกริยาไม่ปกติหลายคำยาก เพราะภาษาอังกฤษลดเสียงในภาษาพูดเร็ว คุณอาจรู้รูปบนกระดาษ แต่ไม่รู้สึกคุ้นเมื่อได้ยินตัวละครพูดเร็วๆ
3 ปัญหาการออกเสียงที่ควรจับตา
-
พยางค์ที่ถูกลดรูปในช่อง 3
"given" มักฟังเหมือน "GIV-n" (พยัญชนะสองตัวกับสระที่เบามาก) -
พยัญชนะติดกัน
"slept" (SLEPT) และ "asked" (ASKT) อาจออกเสียงให้ชัดได้ยาก -
สะกดเหมือนกัน แต่เสียงต่างกัน
"read" ออกเสียง REED ในปัจจุบัน แต่เป็น RED ในอดีต นี่คือกับดักการฟังอันดับต้นๆ
ถ้าคุณอยากเจาะการฟังให้มากขึ้น ให้จับคู่กับ คู่มือการออกเสียงภาษาอังกฤษ.
วิธีเรียนกริยาไม่ปกติให้เร็วขึ้น (วิธีที่ใช้ได้กับคลิป)
การท่องลิสต์อย่างเดียวเปราะบาง คุณต้องการการนึกออกอัตโนมัติ แบบที่สมองเดาคำถัดไปในประโยคได้
Step 1: เรียน 25 คำแรกก่อน แล้วค่อยขยายตามความจำเป็น
เป้าหมายที่เป็นจริงคือ 25 คำที่ครอบคลุมชีวิตประจำวัน: be, have, do, go, get, make, take, come, see, know, think, give, find, tell, leave, feel, bring, buy, teach, catch, eat, drink, sleep, meet, write.
แค่นี้ก็ช่วยให้คุณเข้าใจบทสนทนาทั่วไปได้มาก โดยเฉพาะฉากความสัมพันธ์ ฉากที่ทำงาน และพล็อตอาชญากรรม
Step 2: ฝึกด้วย "ประโยคจิ๋ว"
ใช้ประโยค 6 ถึง 10 คำที่คุณพูดซ้ำได้เร็ว:
- "I took it."
- "Have you seen this?"
- "It was made yesterday."
- "We have gone too far."
พูดแต่ละประโยค 10 ครั้ง แล้วสลับคำหนึ่งคำ:
- "I took your phone."
- "I took the train."
- "I took a photo."
Step 3: ใช้คู่เปรียบเทียบเพื่อตัดความผิดพลาด
สมองเรียนเร็วขึ้นเมื่อมันต้องเลือกจากตัวเลือกที่คล้ายกันสองแบบ:
- saw vs seen
- went vs gone
- wrote vs written
- took vs taken
พูดเป็นคู่:
- "I saw it yesterday." / "I have seen it before."
Step 4: ติดตามสิ่งที่คุณพูดจริง
กริยาไม่ปกติจะง่ายเมื่อมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาษาตัวตนของคุณ เช่น งาน งานอดิเรก ความสัมพันธ์ การเดินทาง สร้างลิสต์ 10 ประโยคที่คุณใช้จริง แล้วค่อยๆ อัปเกรดมันต่อ
💡 เป้าหมายรายสัปดาห์แบบง่าย
ตั้งเป้า 10 กริยาไม่ปกติต่อสัปดาห์ แต่ต้องใช้มันพูดซ้ำ 20 ถึง 30 ครั้งด้วย เรียน 10 คำแบบแน่นๆ ดีกว่ารู้จัก 50 คำแค่ในแบบฝึกหัด
มุมมองวัฒนธรรม: กริยาไม่ปกติในภาษาอังกฤษชีวิตจริง ไม่ใช่ภาษาอังกฤษในตำรา
ในการคุยกันจริง เจ้าของภาษามักเลี่ยงวลีที่ซับซ้อน ถ้ามีแบบที่ง่ายกว่าให้ใช้ สิ่งนี้ทำให้รูปกริยาที่คุณได้ยินบ่อยเปลี่ยนไป
ตัวอย่าง:
- คนมักพูด "I got it" แทน "I have gotten it" เว้นแต่หมายถึง "ได้มา" หรือ "ได้รับมา"
- ในภาษาพูดกันเอง "have you eaten?" อาจกลายเป็น "you eaten yet?" ในบางสำเนียง โดยตัดกริยาช่วยทิ้ง
- ในบทสนทนาเร็วๆ past participle โผล่บ่อยใน passive: "He got caught," "It got broken," "I got told."
นี่คือเหตุผลที่คุณจะได้ยินกริยาไม่ปกติในภาษาที่อารมณ์แรงด้วย รวมถึงคำด่าและคำต้องห้าม ถ้าคุณดูซีรีส์ดิบๆ คุณจะได้ยินรูปอย่าง "I was done," "He got hit," "They were caught." ถ้าคุณอยากเข้าใจระดับภาษานั้นแบบปลอดภัย ให้ดู คำหยาบภาษาอังกฤษ เพื่อบริบทและข้อควรระวัง
กริยาไม่ปกติที่พบบ่อย จัดกลุ่มตามแพตเทิร์น (เพื่อช่วยจำ)
ใช้กลุ่มเหล่านี้เป็นมินิลิสต์ เรียนทีละกลุ่ม แล้วเขียน 5 ประโยคโดยใช้แค่กลุ่มนั้น
กลุ่มรูปเหมือนกัน
- put, put, put (PUT)
- cut, cut, cut (KUT)
- hit, hit, hit (HIT)
- let, let, let (LET)
กลุ่ม "-ought"
- buy, bought, bought (BAWT)
- bring, brought, brought (BRAWHT)
- think, thought, thought (THAWT)
- catch, caught, caught (KAWT)
- teach, taught, taught (TAWT)
กลุ่ม "-ew" ไป "-own"
- know, knew, known (NYOO, NOHN)
- throw, threw, thrown (THROO, THROHN)
- grow, grew, grown (GROO, GROHN)
- fly, flew, flown (FLOO, FLOHN)
กลุ่ม "-ake" ไป "-ook" ไป "-aken"
- take, took, taken (TOOK, TAY-kun)
- shake, shook, shaken (SHOOK, SHAY-kun)
นี่ไม่ใช่กฎที่เป๊ะเสมอ แต่เป็นตะขอช่วยจำที่ทรงพลัง
ฝึก: สคริปต์สั้นๆ ที่คุณอ่านออกเสียงได้
อ่านเหมือนฉากสั้นๆ มันบังคับให้ใช้ past simple, present perfect และ passive
"Last month, I went to a new place and met someone interesting. We ate late, drank coffee, and spoke for hours. I have seen a lot of cities, but I have never felt that relaxed. My phone was taken out of my pocket, and I thought it was gone, but it was found under the seat."
ตอนนี้เขียนใหม่ด้วยรายละเอียดของคุณเอง เปลี่ยนแค่คำนามและตัวบอกเวลา แล้วคงรูปกริยาไว้
ใช้ Wordy: เปลี่ยนกริยาไม่ปกติให้เป็นรีเฟล็กซ์การฟัง
กริยาไม่ปกติจะง่ายที่สุดเมื่อคุณได้ยินซ้ำๆ ในจังหวะธรรมชาติ คลิปสั้นๆ ทำให้คุณเจอรูปกริยาเดิมในอารมณ์ต่างกัน เช่น โกรธ จีบ กลัว โล่งใจ
ถ้าคุณกำลังวางแผนให้กว้างขึ้น ให้เริ่มที่ สารบัญบล็อก แล้วรวมบทความนี้กับบทความเรื่องการออกเสียงและสแลง เพื่อให้การฟังของคุณตรงกับภาษาพูดจริง
สรุปประเด็นสำคัญ
- กริยาไม่ปกติคือคำศัพท์บวกกับจังหวะกาล: เรียน past simple และ past participle คู่กัน
- ความถี่สำคัญกว่าความครบ: เก่งคำที่คุณได้ยินทุกวันก่อน
- มีแพตเทิร์นจริง: กลุ่มรูปเหมือนกัน, กลุ่ม V2=V3, กลุ่มเปลี่ยนสระสามช่อง และช่อง 3 แบบ "-en"
- การฝึกฟังจากของจริงคือทางลัดสู่การนึกออกอัตโนมัติ
ขั้นต่อไปที่ทำได้จริงคือทบทวนคำศัพท์ที่คุณใช้ทุกวัน แล้วเพิ่มกริยาไม่ปกติ 10 คำที่ตรงกับเรื่องที่คุณพูดบ่อยที่สุด ถ้าคุณอยากได้บริบทภาษาพูดสมัยใหม่มากขึ้น ให้กลับไปดู สแลงภาษาอังกฤษ ช่วงท้ายของการเรียน เพื่อให้คุณได้ยินกริยาเหล่านี้ในประโยคกันเอง
คำถามที่พบบ่อย
กริยาไม่ปกติในภาษาอังกฤษมีกี่คำ?
past simple กับ past participle ต่างกันยังไง?
ควรเริ่มจำกริยาไม่ปกติคำไหนก่อนดี?
เจ้าของภาษามีใช้รูปกริยาไม่ปกติแบบ 'ผิด' ไหม?
จำกริยาไม่ปกติโดยไม่ใช้แฟลชการ์ดได้ไหม?
แหล่งที่มาและข้อมูลอ้างอิง
- Ethnologue, Ethnologue: Languages of the World (ฉบับที่ 27), 2024
- Oxford English Dictionary, OED Online (รายการกริยาไม่ปกติและหมายเหตุการใช้งาน), 2025
- Cambridge Dictionary, รูปกริยาภาษาอังกฤษและรายการกริยาไม่ปกติ (แหล่งอ้างอิงออนไลน์), 2025
- British Council, LearnEnglish: กริยาไม่ปกติและ past participles (สื่อการสอน), 2024
- Biber, D., Johansson, S., Leech, G., Conrad, S., Finegan, E., Longman Grammar of Spoken and Written English, 1999
เริ่มเรียนรู้กับ Wordy
ดูคลิปจากหนังจริง แล้วเพิ่มคลังคำศัพท์ไปเรื่อยๆ ดาวน์โหลดฟรี

