← กลับไปที่บล็อก
🇬🇧อังกฤษ

10 ภาพยนตร์และซีรีส์ที่ดีที่สุดสำหรับเรียนภาษาอังกฤษ

โดย Sandorอัปเดต: 9 มีนาคม 2569อ่าน 8 นาที10 ตัวเลือก

คำตอบด่วน

ภาพยนตร์และซีรีส์ที่เหมาะที่สุดสำหรับเรียนภาษาอังกฤษคือ Friends และ The Office (US) สำหรับผู้เริ่มต้น, Brooklyn Nine-Nine และ Ted Lasso สำหรับระดับกลาง, และ The Crown กับ 12 Angry Men สำหรับระดับสูง งานวิจัยของ Webb & Rodgers (2009) พบว่าผู้เรียนสามารถเก็บคำศัพท์ได้มากถึง 95% ที่จำเป็นต่อการสนทนาในชีวิตประจำวันจากการดูซีรีส์พร้อมซับไตเติล

การดูหนังและซีรีส์ภาษาอังกฤษเป็นหนึ่งในวิธีที่สนุกที่สุดในการพัฒนาทักษะการฟัง เก็บคำศัพท์ที่ใช้จริง และทำความคุ้นเคยกับวิธีพูดของเจ้าของภาษา งานวิจัยปี 2009 ที่ตีพิมพ์ใน Applied Linguistics พบว่าซีรีส์ยอดนิยมช่วยให้ผู้เรียนได้สัมผัสคำตระกูลที่พบบ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษถึง 95% ทำให้เป็นเครื่องมือเพิ่มคำศัพท์ที่มีประสิทธิภาพมาก หนังสือเรียนสอนกฎไวยากรณ์ แต่ซีรีส์สอนวิธีสื่อสารจริงของคน: สแลง จังหวะการพูด และมุกที่แปลตรงตัวไม่ได้ เคล็ดลับคือเลือกคอนเทนต์ให้เหมาะกับระดับของตัวเอง มือใหม่ที่กระโดดไปดูดราม่ากฎหมายที่พูดเร็วมากๆ มักจะดูไม่รู้เรื่อง ดังนั้นนี่คือ 10 เรื่องที่คัดมาให้ตามระดับ พร้อมเหตุผลชัดเจนว่าทำไมถึงเหมาะกับคนเรียนภาษา

1

Friends

ซีรีส์(1994–2004)ระดับเริ่มต้น

มีเหตุผลที่ครูภาษาอังกฤษแทบทั้งโลกแนะนำเรื่องนี้ คำศัพท์ง่าย ใช้ในชีวิตประจำวัน บทสนทนาช้าพอให้ตามทัน และพล็อตเข้าใจง่ายแม้พลาดไปบางคำ บทสนทนาส่วนใหญ่เกิดในสองที่เดิมๆ คืออพาร์ตเมนต์กับร้านกาแฟ ทำให้เดาความหมายจากบริบทได้ตลอด มุกตลกก็เป็นแนวท่าทางและเว่อร์พอให้เข้าใจได้ แม้จะพลาดประโยคเด็ดไปก็ตาม

เคล็ดลับการเรียนรู้: เริ่มด้วยซับไตเติลภาษาแม่ของคุณก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นซับอังกฤษหลังดูไปสักไม่กี่ตอน ลองพูดตามวลีติดปากอย่าง "Could this BE any more..." เพื่อฝึกน้ำเสียงและการเน้นคำ

2

The Office (US)

ซีรีส์(2005–2013)ระดับเริ่มต้น

รูปแบบสารคดีล้อเลียนทำให้ตัวละครมักพูดกับกล้องเป็นประโยคสั้นๆ ชัดๆ มุกของ Michael Scott มักมาจากการใช้คำและสำนวนผิด ซึ่งจริงๆ แล้วช่วยให้คุณเรียนรู้ว่าสำนวนเหล่านั้นหมายถึงอะไรจริงๆ ฉากออฟฟิศยังให้คำศัพท์เกี่ยวกับที่ทำงานจำนวนมากที่ใช้ได้จริง

เคล็ดลับการเรียนรู้: สังเกตความต่างระหว่างสิ่งที่ตัวละครพูดคุยกัน กับสิ่งที่พูดตอนสัมภาษณ์หน้ากล้อง เป็นแบบฝึกหัดที่ดีมากในการจับโทนและความหมายแฝง

3

Forrest Gump

ภาพยนตร์(1994)ระดับเริ่มต้น

Forrest พูดเป็นประโยคสั้นๆ ไวยากรณ์ง่ายๆ ซึ่งเป็นคาแรกเตอร์ของเขา เขาเล่าเรื่องทั้งเรื่องด้วยภาษาอังกฤษที่ตรงไปตรงมา ทำให้เป็นหนึ่งในหนังฮอลลีวูดที่ตามได้ง่ายที่สุด คุณยังได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์อเมริกันและการอ้างอิงทางวัฒนธรรมที่โผล่บ่อยในบทสนทนาทั่วไป

เคล็ดลับการเรียนรู้: ฟังว่า Forrest ใช้ไวยากรณ์ง่ายๆ เพื่อเล่าเหตุการณ์ซับซ้อนได้อย่างไร ลองเล่าฉากหนึ่งจากหนังด้วยสไตล์ตรงๆ แบบเขา

4

Brooklyn Nine-Nine

ซีรีส์(2013–2021)ระดับกลาง

บทพูดเร็วกว่า Friends และอัดแน่นด้วยการเล่นคำ การอ้างอิงป๊อปคัลเจอร์ และความประชดประชัน เหมาะเป็นขั้นต่อไปเมื่อคุณเริ่มคล่องกับอังกฤษสนทนาพื้นฐาน ตัวละครมีสไตล์การพูดต่างกันชัดเจน: Jake พูดสบายๆ และชอบอ้างอิง, Holt พูดเป็นทางการและนิ่งๆ, Rosa แทบไม่พูดเลย ความหลากหลายนี้ช่วยฝึกหูให้รับมือกับระดับภาษาที่ต่างกัน

เคล็ดลับการเรียนรู้: ถ้าได้ยินมุกที่ไม่เข้าใจ ให้หยุดแล้วค้นดู ส่วนใหญ่ความตลกมาจากการเล่นคำหรือการอ้างอิงวัฒนธรรม พอเข้าใจแล้วคำศัพท์คุณจะเพิ่มขึ้นมาก

5

Ted Lasso

ซีรีส์(2020–2023)ระดับกลาง

เรื่องนี้เป็นขุมทรัพย์สำหรับเรียนความต่างระหว่าง American English กับ British English เพราะ Ted เป็นคนอเมริกันที่อยู่ลอนดอน และมุกจำนวนมากมาจากความเข้าใจผิดระหว่างสองสำเนียง คุณจะได้ยินทั้งสองสำเนียงตลอด และซึมซับความต่างของคำศัพท์ (elevator vs. lift, soccer vs. football) ในบริบทที่เป็นธรรมชาติและตลก

เคล็ดลับการเรียนรู้: ทำลิสต์คำหรือสำนวนที่ต่างกันระหว่าง British กับ American ที่คุณสังเกตได้ Ted มักงงกับสแลงอังกฤษ และซีรีส์ก็มักอธิบายผ่านบทสนทนาอยู่แล้ว

6

The Social Network

ภาพยนตร์(2010)ระดับกลาง

บทของ Aaron Sorkin ขึ้นชื่อเรื่องบทสนทนาที่รัวเร็ว ตัวละครพูดเร็ว แทรกกัน และใช้คำศัพท์เชิงเทคนิคกับกฎหมายเยอะ ดูยากแต่มีประโยชน์มากถ้าคุณอยากคุ้นกับวิธีพูดของชาวอเมริกันที่มีการศึกษาในบริบทการทำงาน เนื้อเรื่องก็พอคุ้น (การก่อตั้ง Facebook) ทำให้ตามได้แม้บทพูดจะหนาแน่น

เคล็ดลับการเรียนรู้: ดูรอบแรกพร้อมซับไตเติล แล้วดูอีกรอบแบบไม่ใช้ซับ โฟกัสฉาก deposition ที่ตัวละครพูดซ้ำและอธิบายใหม่ การซ้ำแบบนี้ช่วยตอกย้ำคำศัพท์ได้เป็นธรรมชาติ

7

Stranger Things

ซีรีส์(2016–2025)ระดับกลาง

เด็กๆ พูดภาษาอังกฤษอเมริกันแบบสบายๆ ในชีวิตประจำวัน ทำให้บทส่วนใหญ่เข้าถึงได้ แต่ก็มีตัวละครผู้ใหญ่หลากหลาย บางคนมีสำเนียงท้องถิ่น แถมมีสแลงยุค 1980s ให้เรียนแบบสนุกๆ พล็อตยังชวนติดตามจนอยากดูต่อ ซึ่งสำคัญกว่าที่หลายคนคิดสำหรับการเรียนภาษา เพราะถ้าเบื่อก็เลิกดู แต่แทบไม่มีใครเลิกดู Stranger Things

เคล็ดลับการเรียนรู้: ตัวละครเด็กใช้สแลงปัจจุบันปนกับการอ้างอิงยุค 80s ลองโฟกัสวิธีที่พวกเขาแสดงอารมณ์อย่างกลัวและตื่นเต้น ฉากแบบนี้สอนภาษาอังกฤษที่เป็นธรรมชาติและสื่ออารมณ์ได้ดี

8

Sherlock

ซีรีส์(2010–2017)ระดับสูง

Sherlock ของ Benedict Cumberbatch พูด British English ที่แน่นและเร็ว เต็มไปด้วยคำศัพท์ยากและศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉากสรุปเหตุผลเป็นเหมือนมอนอล็อกที่อัดคำขั้นสูงไว้และพูดด้วยความเร็วสูง ถ้าคุณตามเหตุผลของ Sherlock ได้แบบฟังทัน ความเข้าใจภาษาอังกฤษของคุณถือว่าแข็งมาก

เคล็ดลับการเรียนรู้: ฉากสรุปเหตุผลของ Sherlock เหมาะมากสำหรับฝึก shadowing หยุดหลังแต่ละช่วง แล้วลองอธิบายเหตุผลของเขาด้วยคำของตัวเอง

9

The Crown

ซีรีส์(2016–2023)ระดับสูง

นี่คือ British English แบบเป็นทางการที่เนี้ยบที่สุด บทสนทนาเต็มไปด้วยคำศัพท์การเมือง ภาษาการทูต และการสื่อสารแบบเก็บอารมณ์ พูดอ้อมๆ ซึ่งเป็นแกนสำคัญของวัฒนธรรมอังกฤษ ตัวละครแทบไม่พูดตรงๆ ว่าคิดอะไร ทำให้คุณได้ฝึกอ่านความหมายระหว่างบรรทัด ถ้าคุณอยากได้สำนวนอังกฤษที่เป็นทางการหรือเชิงวิชาการ เรื่องนี้เหมาะมาก

เคล็ดลับการเรียนรู้: สังเกตการใช้การพูดลดทอนและการสื่อความนัย เช่น เมื่อ Queen บอกว่าอะไรสักอย่าง "rather disappointing" จริงๆ คือโกรธมาก การพูดอ้อมแบบนี้เป็นส่วนสำคัญของความคล่องระดับสูง

10

The Grand Budapest Hotel

ภาพยนตร์(2014)ระดับสูง

บทพูดของ Wes Anderson มีความแม่นยำและมีกลิ่นอายวรรณกรรมผิดปกติ ทุกคำเหมือนถูกเลือกมาอย่างตั้งใจ ตัวละครพูดแบบมีสไตล์ คล้ายการแสดงบนเวที Ralph Fiennes พูดประโยคยาวซับซ้อนด้วยความเร็วสูงและออกเสียงชัดมาก มันอาจไม่ใช่วิธีที่คนทั่วไปพูด แต่เป็นการฝึกหนักที่ดีมากสำหรับคำศัพท์และการฟัง คุณจะเจอคำที่ปกติพบในนิยายมากกว่าในบทสนทนาทั่วไป

เคล็ดลับการเรียนรู้: เตรียมสมุดจดไว้ หนังเรื่องนี้ปล่อยคำศัพท์ระดับสูงมาแบบถี่มาก ค่อยเปิดหาความหมายหลังฉากจบ ไม่ใช่ระหว่างฉาก เพื่อไม่ให้เสียจังหวะการดู

ทิปเรียนภาษาอังกฤษด้วยหนังและซีรีส์

1

อย่าหยุดทุก 10 วินาทีเพื่อเปิดหาคำ ดูให้ยาวขึ้นเป็นช่วงๆ แล้วจดคำที่อยากไปค้นทีหลัง การหยุดบ่อยทำให้ความสนุกหาย และความสนุกนี่แหละที่ทำให้คุณกลับมาดูต่อ

2

ใช้บันไดซับไตเติล: เริ่มจากซับภาษาแม่ของคุณ, เปลี่ยนเป็นซับอังกฤษ, แล้วค่อยลองดูแบบไม่มีซับ แต่ละขั้นคือการอัปเกรดทักษะการฟังจริงๆ

3

ดูตอนเดิมที่คุณรู้เรื่องอยู่แล้วซ้ำ รอบสองคุณจะจับคำและวลีที่พลาดไปได้ แถมรู้พล็อตแล้ว สมองเลยโฟกัสที่ภาษาได้เต็มที่

4

เลือกตัวละครหนึ่งคนที่คุณชอบเสียง แล้วลองเลียนแบบ ไม่แปลก นี่เป็นเทคนิคที่นักแสดงใช้ ช่วยทั้งการออกเสียง จังหวะ และการขึ้นลงน้ำเสียงในครั้งเดียว

5

ตั้งค่ามือถือ แอป และโซเชียลมีเดียเป็นภาษาอังกฤษ ยิ่งคุณเจอภาษาอังกฤษนอกเวลาเรียนมากเท่าไร สมองยิ่งปรับตัวได้เร็วขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

ดูหนังกับซีรีส์อย่างเดียว เรียนภาษาอังกฤษได้จริงไหม
ได้จริง หนังและซีรีส์เป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการเรียนภาษาอังกฤษ เพราะคุณได้ยินบทสนทนาจริง ความเร็วจริง สแลง และอารมณ์ที่หนังสือเรียนสอนไม่ได้ จุดสำคัญคือดูแบบตั้งใจ ไม่ใช่เปิดทิ้งไว้ Wordy ถูกออกแบบมาเพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะ: มีคลิปสั้นจากหนังพร้อมซับไตเติล แตะคำไหนก็แปลได้ทันที และมีควิซคำศัพท์ให้ทบทวน ทำให้ทุกฉากที่คุณดูช่วยเพิ่มทั้งคำศัพท์และทักษะการฟังไปพร้อมกัน
ควรดูพร้อมซับไตเติลหรือปิดซับดี
ขึ้นอยู่กับระดับของคุณ ผู้เริ่มต้นควรเริ่มจากซับภาษาแม่เพื่อให้ตามเรื่องทัน แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นซับอังกฤษเมื่อเริ่มสบายขึ้น ระดับกลางได้ประโยชน์ที่สุดจากซับอังกฤษ เพราะคุณฝึกทั้งการฟังและการอ่านไปพร้อมกัน ระดับสูงควรลองดูแบบไม่มีซับเลย อย่างน้อยในการดูรอบสอง เป้าหมายคือค่อยๆ ไต่ระดับ ไม่ใช่เริ่มแบบยากสุดตั้งแต่แรก
ควรเรียน British English หรือ American English ดีกว่ากัน
ไม่มีแบบไหนดีกว่า ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของคุณ ถ้าจะทำงานหรือเรียนต่อในสหรัฐฯ American English ก็เหมาะกว่า ถ้าเป็นสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย หรือหลายบริบทนานาชาติ British English ก็มีประโยชน์ ข่าวดีคือทั้งสองแบบฟังกันรู้เรื่อง ดังนั้นเรียนแบบหนึ่งไม่ได้ทำให้คุณใช้แบบอื่นไม่ได้ แต่ช่วงแรกควรเลือกโฟกัสแบบใดแบบหนึ่งก่อน เพื่อสร้างนิสัยการออกเสียงให้สม่ำเสมอ แล้วค่อยขยายทีหลังได้
ต้องดูวันละกี่ชั่วโมงถึงจะภาษาอังกฤษดีขึ้น
ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่งานวิจัยด้านการเรียนภาษาแนะนำว่าการได้รับภาษาอย่างสม่ำเสมอเป็นเดือนๆ สำคัญกว่าการเร่งดูทีเดียวเยอะๆ การดูวันละ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ร่วมกับการเรียนแบบตั้งใจ มักเห็นผลชัดในไม่กี่สัปดาห์ หัวใจคือความสม่ำเสมอและการมีส่วนร่วม เปิดซีรีส์ทิ้งไว้เป็นเสียงพื้นหลังระหว่างไถมือถือแทบไม่ช่วย แต่การตั้งใจฟัง สังเกตคำใหม่ และพูดตามออกเสียงดังๆ นั่นแหละที่ทำให้ต่าง

แหล่งที่มาและข้อมูลอ้างอิง

  1. Webb, S. & Rodgers, M.P.H. (2009). "The Lexical Coverage of Movies." Applied Linguistics, 30(3), 407–427.
  2. Krashen, S. (1985). "The Input Hypothesis: Issues and Implications." Longman.
  3. Lindgren, E. & Muñoz, C. (2013). "The influence of exposure, parents, and linguistic distance on young European learners' English." International Journal of Multilingualism, 10(1), 105–129.

เริ่มเรียนรู้กับ Wordy

ดูคลิปจากหนังจริง แล้วเพิ่มคลังคำศัพท์ไปเรื่อยๆ ดาวน์โหลดฟรี

ดาวน์โหลดบน App Storeดาวน์โหลดได้ที่ Google Playพร้อมใช้งานใน Chrome เว็บสโตร์

คู่มือภาษาเพิ่มเติม